Ton*James : เืรื่องของเรา Part 2.
posted on 18 Sep 2011 11:42 by kruger in Fiction
ผมรู้ว่าบางครั้งเขาก็ยังเป็นเด็ก ความคิดความอ่านบางทีก็ดูเป็นเด็ก แต่ถึงอย่างนั้น คนเป็นเด็กก็ไม่สิทธิ์ทำให้คนอื่นรู้สึกสับสนได้ขนาดนี้ ผมนั่งอยู่บนโซฟาในคอนโดที่ตกแต่งอย่างสวยหรู สมกับฐานะรางวัลของสุดยอดนักล่าฝัน ผมนึกถึงชื่อตำแหน่งของตัวเองแล้วยังแอบรู้สึกขำไม่หาย ฟังแล้วจักจี้ชะมัด ปกติผมก็ชอบอยู่บ้าน แต่เพราะพรุ่งนี้มีงานแถวๆนี้ เลยเลือกที่จะค้างที่นี้จะได้ประหยัดเวลาเดินทาง ผมเริ่มปล่อยให้ระบบความคิดของตัวเองทำงานอย่างเรื่อยเปื่อยอีกครั้ง และสิ่งที่อยู่ในหัวผม ก็ไม่พ้นเหตุการณ์เมื่อตอนบ่าย ผมรู้ว่าบางครั้งผมก็ควรจะตัดใจ และอาจทำได้ง่าย หากเหตุการณ์แบบนั้นไม่เกิดขึ้น ผมเองก็ไม่รู้ว่าแฟนคลับคนนั้นเขาจะทำถึงขนาดนั้น แต่ยังไงก็ให้เขาไปตามมารยาท เอาจริงๆรูปร่างหน้าเขาก็ดี แต่ผมยืนยันได้ว่าผมไม่ได้รู้สึกอะไร จนกระทั้งมือใหญ่ๆของมันที่คว้าเข้าที่ข้อมือผม ลากผมออกไป ผมไม่เข้าใจมันทำแบบนี้ไปทำไม บางครั้งการกระทำบางอย่างมันก็สวนทางกัน ตลอดเวลาหลายๆวันที่เราได้เจอกันหลังจากจบ ซีซั่น มันพยายามที่จะเมิน หรือ เอาตัวออกห่างผมอยู่บ่อยๆ แต่ไม่รู้ว่าทำไมวันนี้ต้องเข้ามายุ่ง แค่ผมถ่ายรูปกับแฟนคลับคนนะเหรอ ผมนั่งนึกพลางถอนหายใจเฮือกใจ ผมเองก็อยากรู้คำตอบในคำถามที่ผมถามออกไปเหมือนกัน แต่สิ่งหนึ่งที่ผมรู้สึกได้ นั้นคือวินาทีมีมันดึงผมเข้ามากอด ตอนนั้น อ้อมกอดของมันไม่เหมือนเดิม มันดูขลาดกลัว ตัวของมันสั่น เหมือนไม่กล้าที่จะกอดผมเต็มๆ ผมเคยบอกไว้แล้วว่าผมเผื่อใจไว้แล้วกับการเปลี่ยนแปลง แต่การเผื่อใจใช่ว่าจะไม่เจ็บ ผมพาลคิดถึงอดีต คิดถึงเรื่องราวมากมายที่เกิดขึ้นในบ้าน ทุกเวลา ทุกวินาที ที่มันอยู่ข้างๆ มันคือช่วงเวลาแห่งความสุข ผมรู้สึกว่าขอบตาตัวเองเริ่มร้อน น้ำใสๆเริ่มไหลลงมาอีกครั้ง ผมเอามือทาบกับใบหน้า ราวกับจะทำให้น้ำตานั้นหยุดไหล แต่มันก็เป็นไปไม่ได้ ผมปล่อยโฮ กับความรู้สึกที่อยู่ใจ ผมคิดถึงมัน ไม่ว่าตอนนี้มันจะคิดถึงใคร ผมหวังแค่ว่าจะได้มันกลับมายืนข้างๆกัน แม้มันจะเป็นไปไม่ได้ก็ตาม
“กริ๊ง”
*
*
*
*
*
ผมพยายามมองหาร่างเล็กหลังเสร็จจากงานในสตู แต่ผมหาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอ ห้องแต่งตัวก็แล้ว ห้องนู้น ห้องนี้ผมก็หาไม่เจอ
“พี่แอ้นๆ พี่เห็นพี่ต้นปะ” บังเอิญผมเจอพี่แอ้นที่หน้าห้องน้ำพอดี ผมว่าพี่เขาน่าจะรู้บ้างแหละ
“อ้าวแล้วพี่ต้นเขาไม่ได้บอกแกเหรอ ว่าเขากลับคอนโด” พี่แอ้นมองหน้าผมอย่างงงๆ ราวกับผมควรรู้ดีกว่าเธอ
“ไม่ได้บอกพี่ แล้วทำไมพี่เขาไม่กลับบ้านอะ” ผมเริ่มสงสัยเพราะถ้าเทียบเรื่องระยะทางแล้ว ทางตรงนี้ถึงบ้าน ใกล้กว่าคอนโดอยู่หลายเท่า
“ก็พรุ่งนี้เขามีงานที่ Bitech ไปอยู่ตรงโน้นมันใกล้กว่าไง” เออเนอะ พรุ่งนี้มีงานที่ Bitech ผมถอนหายใจเฮือกใหญ่
“มีอะไรกันหรือเปล่าเนี่ยสองคนเนี่ย ทำตัวแปลกๆทั้งคู่” สมกับเป็นพี่แอ้นจริงๆ ผมหันไปมองหน้าพี่แอ้น พี่แอ้นยิ้มให้ผมอย่างพี่สาวที่แสนดีอีกครั้ง
“ไม่รู้ว่ะพี่ ตอนนี้ผมไม่รู้อะไรเลย ไม่รู้ว่าควรคิดอะไร ไม่รู้ว่าควรทำยังไง” ผมก้มหน้านิ่ง ผมพูดออกไปตามที่ผมรู้สึก เพราะตอนนี้ผมไม่รู้จริงๆว่าผมควรทำยังไง ผมรู้สึกเหมือนกับพี่แอ้นกำลังหยิบอะไรบางอย่าง แล้วตอนนี้พี่แอ้นก็เสียบหูฟังเข้าที่หูของผมทั้งสองข้างพร้อมวาง Ipod ไว้ที่มือของผม ผมมองหน้าพี่แอ้นอย่างงงๆ
“ฉันไม่รู้หรอกนะ ว่าระหว่างพี่ต้นกับแก เกิดอะไรขึ้น ความจริงฉันก็ไม่จำเป็นต้องรู้ ฉันบอกอะไรแกไม่ได้หรอก เพราะมันเรื่องของคนสองคน มันเป็นเรื่องของแกและพี่ต้น เพลงนี้อาจช่วยแกได้ แต่หลังจากจบเพลงนี้แล้ว มันก็หน้าที่ของแกแล้วนะ พรุ่งนี้ค่อยคืนแล้วกันนะ โชคดีไอ้น้องชาย” พี่แอ้นวางมือลงบนหัวพร้อมขยี้เบาๆก่อนจะเดินจากไป ผมก้มมอง Ipod ที่พี่แอ้นวางไว้ให้ พร้อมกับกดปุ่ม play Intro ของเพลงๆหนึ่งที่ผมเคยฟังคุ้นหูช่วงหลังจากออกจากบ้าน ผมปล่อยอารมณ์ตัวเองให้ไปกับเพลงเรื่อยๆ จนถึงโน้ตตัวสุดท้าย ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดเบอร์ที่ผมคุ้นเคย
“มาม้าเหรอครับ วันนี้เจมส์......... ไม่กลับบ้านนะ”
*
*
*
*
ผมแทบจะปาดน้ำตาไม่ทัน เมื่อเสียงกริ๊งที่ประตูดังขึ้น ผมลืมไปเลยว่าผมสั่งอาหารไว้แล้วเขาขึ้นมาส่งให้ เพราะจะให้ผมลงไปซื้อเองก็คงไม่สะดวกเท่าไหร่ ผมนั่งฆ่าเวลาด้วยการกดบีบี เล่นไปเรื่อยๆ คุยกับคนนู้นที คนนี้ที ตอนนี้ผมพยายามทำอะไรฆ่าเวลาไปเรื่อยๆ เพื่อให้ตัวเองหลับ เมื้อกี้แอ้นส่งเพลงมาให้ผมฟังด้วย บอกว่าอยากให้ผมร้องนี้ เพลง เรื่องของเรา ของพี่ดา อืมผมชอบความหมายของเพลงนะ ฟังแล้วคิดถึง.......... ผมถอนหายใจอีกครั้งแล้วพยายามสะบัดเรื่องบางเรื่องออกไป พรุ่งนี้ผมยังไม่อยากตาบวมออกงาน
“กริ๊ง” เสียงออดประตูดังขึ้นอีกครั้ง น่าจะเป็น Service ของทางคอนโดเพราะเห็นเขาว่าช่วงเข้ามาอยู่แรกๆ เขาจะคอยมาเช็คเรื่องนู้นเรื่องนี้ให้บ่อยๆ ผมเปิดไปประตู แต่คนที่อยู่หน้าประตูทำเอาหัวใจของผมแทบหยุดเต้น ผมไม่รู้มาก่อนเลยว่า Service ของโรงแรมมีตัวใหญ่ๆแบบนี้ด้วย ผมมองคนตัวโตข้างหน้าด้วยสีหน้าประหลาดใจ แววตาเรียวเล็กนั้นพยายามสื่อให้ผมเชื้อเชิญเขาเข้าไปในห้อง ซึ่งผมก็ไม่ได้พูดอะไร ผมได้แต่ถอยตัวเองออกมาจากประตู เพื่อที่จะเขาจะได้มีพื้นที่เดินเข้ามาให้ห้องของผม ทันทีที่คนตัวโตพ้นประตู เข้ามาในเขตห้องของผม มือของเขาก็ทำการปิดประตูล็อคทันที แต่สายตาของคนตรงหน้า ก็ไม่ได้ละออกจากใบหน้าของผม นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มันมาที่นี้ เพราะวันแรกที่ผมจะขนของบางส่วนมา ไอ้เด็กยักษ์คนนี้ก็เป็นคนอาสาช่วยขนมาให้ ผมเพิ่งสังเกตว่าผมของเจมส์เปียกเล็กน้อย สงสัยข้างนอกคงจะฝนตก ตอนนี้ผมพูดอะไรไม่ออก เราสองคนยืนจ้องหน้าอยู่สักพักแล้ว จนในที่สุดคนความอดทนต่ำอย่างผมจึงต้องเป็นฝ่ายพูดขึ้นก่อน
“มาทำไม” ผมถามด้วยน้ำเสียงนิ่งๆ
“มาตอบคำถาม” ยังไม่ทันที่ผมจะรู้ว่าคำตอบของมันคืออะไร ริมฝีปากของคนตัวโตก็จู่โจมเข้าที่ริมฝีปากของผม ผมตกใจและพยายามจะผละออก แต่เหมือนไอ้หมียักษ์จะรู้ทันแล้วชิงกอดผมไว้แน่น ทำให้ผมไม่มีทางที่จะดิ้นหนี จนในที่สุดผมก็ไม่สามารถฝืนสู้กับความต้องการของคนตัวโตได้ เจมส์ยังคงมอบความหวานผ่านริมฝีปากของเขา ไม่ใช่จูบที่หนักหน่วงหรือรีบร้อน แต่เหมือนเป็นการดูดซึมและถ่ายเทความรู้สึกผ่านการสัมผัสในครั้งนี้ คนตัวโตดันผมเข้าพิงกับพนังห้อง แล้วค่อยถอนริมฝีปากออกช้าๆ ผมมองดวงตาคู่เรียวเล็กที่เต็มไปด้วยความหมายคู่นั้น สองมือของมันเลื่อนขึ้นมาประคองดวงหน้าของผม ก่อนที่มันจะเลื่อนใบหน้าของมันให้หน้าผากเราสองคนชิดกัน
“ผมไม่รู้ว่าคำตอบของผมถูกต้องหรือเปล่าสำหรับใคร แต่ผมเลือกแล้วว่าผมจะตอบแบบนี้ ได้ยินไหมครับคนดีของผม ผมต้องการพี่ พี่เท่านั้น” น้ำเสียงแผ่วเบาแต่หนักแน่น ย้ำทุกคำพูดว่าเขาต้องการผม ผมเผลอยิ้มขึ้นมา จนคนข้างหน้าต้องยิ้มตาม หัวใจของผมพองโตราวกับจะระเบิดออกมาให้ได้
“แล้วพี่ต้นละ พี่ต้นต้องการผมหรือเปล่า” ไอ้หมียักษ์ถามผมด้วยน้ำเสียงเว้าวอน ผมยิ้มให้กับคำถามๆนั้นก่อนจะยื่นริมฝีปากของตัวเองไปสัมผัสกับของคนตรงหน้า คนตัวโตตอบรับสัมผัสของอย่างรวมเร็วแถมจะรุนแรงขึ้นด้วยซ้ำ สัมผัสของไอ้เด็กยักษ์ทำเอาผมตัวเบาราวกับจะลอยได้ และก็รู้สึกอย่างนั้นจริงเมื่อไอ้เด็กยักษ์เล่นยกตัวผมขึ้น ผมรีบเอามือทั้งสองข้างโอบรอบคอเขาไว้ทันที ทั้งๆที่ริมฝีปากของเราสองคนก็ยังไม่ได้แยกออกจากกัน เราจูบกันตั้งแต่หน้าประตู จนผมรู้สึกตัวอีกทีคนตัวโตของพาผมมาถึงเตียง เจมส์ดันผมลงที่เตียงช้าๆ ผมมองดูดวงหน้าและแววตาที่เต็มไปด้วยความต้องการของเขา มือผมเริ่มลูบใบหน้าตรงหน้าด้วยความรักและหวงแหน มือซนของคนตัวโตเริ่มหาช่องทางที่จะเข้าสัมผัสเนื้อหนังภายใต้เสื้อเชิ้ตสีดำของผม ก่อนที่เจมส์จะไล้ริมฝีปากลงที่หน้าผากของผม จนมาหยุดที่ข้างหู พร้อมกับเอ๋ยคำพูดบางอย่างที่ทำให้ผมต้องหลั่งน้ำตาด้วยความสุข ผมเองก็กระซิบที่หูของเขาด้วยประโยคเดียวกัน เราสองคนยิ้มให้กันเหมือนทุกครั้งๆ หลังจากคืนนี้ไป ผมไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น แต่สิ่งที่ผมรู้คือสิ่งที่อยู่ตรงหน้าผมตอนนี้คือความรัก ความรักที่ไม่จำเป็นต้องจำกัดความออกมาเป็นนิยามใดๆทั้งนั้น ไม่ว่าคนอื่นจะมองความรักของเราเป็นยังไง นั้นไม่ใช่เรื่องที่ผมต้องแคร์อีกแล้ว เพราะมันเป็นเรื่องของเรา ความรักของผมสองคน ผมหวังว่าคนตัวโตจะคิดเหมือนผม ว่าแค่วันนี้เรายังรักกัน เราก็ไม่ต้องกลัวอะไรอีกแล้ว
“ไม่ต้องถามต้องตอบใคร ตอบแค่ใจเธอก็พอ
ว่าต้องการกันและกันหรือเปล่า
ไม่ต้องรู้คำตอบใครตอบแต่ใจของเธอพอ
ถ้าหากว่าใจเรารักกัน ก็แค่ทำมันให้เป็นเรื่องของเรา”
“เจมส์”
“ครับพี่ต้น”
“พรุ่งนี้มีงานนะ”
“ไม่เป็นไรน่าแปปเดียว”
จบ
writer talk : ผมรู้นะว่าใครๆก็คาดหวังให้เรื่องจริงมันเป้นแบบนี้ 555+ ยินดีกับพี่ต้นด้วยครับ พี่ต้นคู่ควรกับรางวัลนี้จริงๆ ส่วนเจ้าหมี ไม่ว่าเอ็งได้
ที่เท่าไหร่ เอ็งคือที่หนึ่งในใจเสมอ เหมือนกับชาวสตูหรือแฟนคลับหลายๆคน ขอบคุณสำหรับการติดตามครับ ขอบคุณจริงๆครับ
edit @ 18 Sep 2011 11:44:40 by Prince 0F Rain